มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ!!
posted on 07 Apr 2009 19:53 by siriuslogan in SiriusStation
"มหาลัย มหาหลอก
เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนา
รํ่าเรียนรู้ในวิชา
แต่จบออกมายังไม่มีงานทํา
ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน
ออกเดินเดินเดินยํ่าสมัครงาน
สอบเท่าใดยังสอบไม่ผ่าน
มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ
มีความรู้สู้เขาไม่ได้
เส้นเล็กเส้นใหญ่เส้นก๋วยจั๊บไม่มี
นามสกุลไม่สง่าราศี
เป็นลูกตามีเป็นแค่หลานยายมา
ใครจะรู้อยู่ไปวันๆ
กลางคืนหลับฝัน กลางวันนั่งดูดยา
ธูปเทียนก็หมดดอกไม้แห้งคาตา
เก็บตําหรับตําราชั่งกิโลขาย
ให้แข่งกันเรียนแล้วแข่งกันรวย
บ้างไปได้สวย บ้างไปได้เสีย
ออกยํ่าเดินทางร่างกายอ่อนเพลีย
หัวใจละเหี่ยละโหยหางานทํา
ยํ่าจนเท้าเป็นตุ่มตาปลา
รองเท้าบาจายังหมดความทนทาน
ไม่เห็นเหมือนคนโบรํ่าโบราณ
จบแล้วได้งานเป็นเจ้าคนนายคน
ผลิตผลบนความใฝ่ฝัน
ความจริงเรานั่นหลงลืมกันไป
มัวแต่ปลูกฝังค่านิยมนิยาย
ปริญญางมงายมหาลัยงมเงา"
...................................................................
ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินเพลงๆนี้นะ
หลายๆคนก็คิดว่า มันโบราณแล้ว
แต่คุณรู้ไหมว่าเพลงนี้ก็คือความเป็นจริงที่เราประสบพบเจออยู่ในปัจจุบัน
"มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ"
คำๆนี้คงแทงใจหลายๆคน ( คิดเป็นเกือบ 3/4 ของคนทั้งประเทศ )
เพราะอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คนจบใหม่ในปัจจุบันหางานยาก?
เพราะอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีนักศึกษาจบใหม่ไม่มีงานเดินทอดน่องเป็นล้าน?
การกรองบุคลากรเพื่อค้นหาบุคลากรที่เหมาะสมกับงานเป็นสิ่งที่นายจ้างควรจะทำอันนี้ผมยอมรับนะ
แต่ "การกรองบุคลากร" ไม่ใช่ควรจะเป็น "การปิดโอกาสของบุคคล"
ผมหมายถึงอะไร?
สิ่งที่ผมกำลังจะหมายถึงก็คือ...
ในเวลานี้เราจริงจังกับ "ตัวเลข" มากไปหรือเปล่า
ผมเป็นคนหนึ่งนะที่อยู่ในฐานะทั้ง "เจ้านาย" และ "ลูกน้อง" เพราะโดยส่วนตัวทำงานหลากหลายรูปแบบอยู่
บางงานก็เป็นเจ้านายตัวเอง บางงานก็เป็นเจ้านายเขา และบางงานก็มีคนอื่่นมาเป็นเจ้านาย
แต่มีหลายๆที่ที่ผมพบ ( เน้นเลยว่า หลายๆที่ ) ใช้การคัดเลือกบุคลากรเพียงแค่ "ผลการเรียน" ไม่ใช่ "ประสิทธิภาพในการทำงาน"
อย่างที่ผมเคยบ่นไปแล้วใน Entry ก่อนหน้า
"คนเรียนไม่ดี" = "คนโง่"
"คนเรียนดี" = "คนฉลาด"
ในสังคมของเรายึดติดกับ Logic นี้จนเกินไปจนกลายเป็นปิดโอกาสของผู้ที่ควรจะได้โอกาส
คุณอาจจะย้อนถามผมว่า "หรือว่าไม่จริง จะเป็นไปได้เหรอที่ 2.00 เอาชนะ 4.00"
อาจจะจริงและอาจจะไม่ครับ
"Put The Right Man on The Right Job" คือคำอธิบายทุกอย่างที่ผมกำลังจะพูด
( สำหรับผู้ที่แปลไม่ออกหรือไม่เข้าใจ ผมขอแปลสั้นๆง่ายๆว่า "ใช้คนให้ถูกกับงาน" )
มนุษย์เรามีข้อดีและข้อเสียไม่เหมือนกันครับ โลกเราไม่ใช่โลกในอุดมคติที่ว่า "ทุกคนเ่ท่าเทียมกัน" ถ้ามันเป็นงั้นก็คงไม่มีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเหมือนโลกยุคปัจจุบันหรอกครับ
การเลือกบุคลากรที่ดีก็คือ "การเลือกคนที่สามารถทำงานของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด" ไม่ใช่ "เลือกคนที่ดูดีมีตระกูลที่สุด"
คุณอาจจะเห็นด้วยกับผมหรืออาจจะไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ที่ไม่ปกติคือ "สังคมของเรายังคงใช้ยุทธวิธีการกรองคนด้วยผลการเรียน"
ไม่ใช่แค่สังคมของคนทำงานครับ แม้แต่ในชีวิตประจำวัน สังคมเราก็แยกแยะ "คนไร้ค่า" กับ "คนที่โอกาส" ด้วยผลการเรียนอย่างชัดเจน
อาจจะแรงไปสักหน่อย แต่ผมไม่เห็นด้วยกับ Logic ที่ว่า
"คนเรียนไม่เก่ง" คือ "ขยะสังคม"
"คนเรียนดี" คือ "คนสร้างชาติ"
ใครๆอาจจะบอกว่าผมใช้คำรุนแรงไป แต่สิ่งที่สังคมเราแสดงออกในปัจจุบันคือแบบนี้ครับ ( อาจจะไม่ได้แสดงออกโต้งๆ แต่สิ่งที่สังคมส่วนใหญ่แสดงให้เห็นมันมีความหมายเช่นนี้ครับ )
เหมือนกับเนื้อเพลงข้างต้นเลย
ผู้ที่เรียนไม่ดี ในสังคมของเราเมื่อจบออกมาก็ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นไ้อ้กระจอกเพราะกระดาษแผ่นเดียว
มีคนรู้จักผมมากมายนะที่ป่านนี้ยังเดินเตะฝุ่นอยู่ด้วยเหตุผลที่ว่า "ผลการเรียนไม่เข้าตานายจ้าง" เลยหางานทำไม่ได้
อาจไม่ใช่ทุกคนในจำนวนนั้นที่เข้าข่าย "ผู้มีความสามารถ" แต่บางคนในจำนวนนั้นคือคนที่เก่งกาจพอที่จะทำอะไรหลายๆอย่างได้อย่างยอดเยี่ยมมากกว่าไอ้โง่ที่ดูดีแต่ "ตัวเลข" อย่างผมด้วยซ้ำ
( แต่บางคนขอเยาะเย้ยซ้ำว่าสมควรอยู่ด้วยเหตุผลบางประการไม่ขอกล่าว )
ด้วยสิ่งที่ว่ามาทั้งหมด เราจึงยังคงมีโอกาสไ้ด้เห็น "นักปราชญ์ไร้เก้าอี้" มากมายเช่นในปัจจุบัน...
"ความหวังฝังใจกระดาษใบนี้
เอาแปะข้างฝา หาหลวงพ่อดีๆ
ธูปเทียนก็มีพร้อมดอกไม้บูชา"